life goes on : ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ

Wednesday, January 17, 2007

ประกาศปิดบล็อก

จะมาปิดอะไรตอนนี้เนี่ย - -*

ปกติไม่ได้เข้ามาเขียนบล็อกนี้อยู่แล้วอะ
แต่เห็นว่ายังมีคนเข้ามาอยู่บ้าง เลยจะมาบอกว่า
เราย้ายไปเขียนที่สเปซแล้วจ้าาาา ^^

ที่นี่นะค้าาา-->
http://sthaboutnan.spaces.live.com/

ตามไปกันเลยค่า..
ส่วนข้อความที่โพสต์ไว้ในบล็อกนี้
ก็ขอไม่ลบละกัน ไม่ย้ายด้วย เนื่องจากขี้เกียจ

เอ๊ยไม่ใช่..

ก็เก็บไว้นึกถึงบล็อกนี้
และนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในตอนที่เขียนบล็อกนี้ไง..

และก็..
ต่อไปจะเอาเรื่องสั้น/นิยาย มาโพสต์ไว้ที่นี่ แล้วลิงค์มาจากสเปซ
เพื่อความไม่รกหน้าสเปซ
และความสะดวกในการบังคับชาวบ้านให้อ่านเรื่องตัวเอง
โดยไม่ต้องส่งไฟล์ 55555


ฉะนั้นต่อไปนี้..บล็อกนี้จะเป็นเนื้อที่เก็บนิยายอย่างเดียวเลยค่า ^ ^
แล้วพบกันใหม่ค่า..

*^-^*

Wednesday, March 08, 2006

นอนไม่หลับ

วันนี้เก็บบ้าน เหนื่อยๆ ฟังเพลงโน่นนี่ไปมา กับขุดกระทู้เหลิมไทย หาอาหารตา แล้วก็หลับไปตั้งแต่ตีสองกว่าๆ โดยในมือยังมีเฟรนด์ชิบของเพื่อนๆ สมัยเตรียมอยู่ หลับไปแวบเดียว แล้วก็ตื่นขึ้นมา ไม่หลับอีกเลย เลยทำโน่นทำนี่ไปเรื่อยๆ อ่านเฟรนด์ชิพทั้งสองเล่มจนจบ

รู้สึกแปลกๆ ดี เหมือนอยากทั้งหัวเราะและร้องไห้ในเวลาเดียวกัน แต่อิ่มในดีนะ และทำให้มีกำลังใจขึ้นจังเลย เพราะทุกคนเขียนไว้เหมือนๆ กันว่า ให้สู้นะ ตั้งใจเรียนนะ..

แต่อ่านแล้วขำดีนะ สมัยนั้น ทำไปได้ไงแต่ละอย่าง มีแต่คนว่าเรากวนตีนมากๆ จริงหรอเนี่ย จำไม่ได้แล้วว่าเมื่อเก้าปีที่แล้วตัวเองกวนตีนขนาดนั้น

แต่คงจะจริงแหละ เขียนตรงกันทุกคนเลย

เฟรนด์ชิพตอนนั้นมีสองเล่ม เล่มนึงเป็นของเพื่อนห้องยี่ปุ่น กับอีกเล่มให้เพื่อนห้องอื่นๆ กับเพื่อนช้างเผือก และเด็กสาธิตที่อยากเขียนอีกรอบเขียน อ่านเล่มของห้องยี่ปุ่นแล้วคิดถึงทุกคนมากๆ อ๋อม เอม แอน เล็ก หนิง เอ้ จอย ฝน เปิ้ล ดาว เน เคนตะ อ๊าค วีร์ ตอง คิดถึงทุกคนเลย อยากให้จัดรวมรุ่น 652 จัง อยากเจอทุกคน ไม่ได้เจอมานานมากๆ เพราะตอนนี้คนที่เราติดต่อจริงๆ ก็มีแต่อ๊าค กับเคนตะเท่านั้นเอง มีคนบอกว่าหนิงแต่งงานแล้ว จริงเหรอเนี่ย อยากเจอๆๆๆ

อีกเล่ม เพื่อนตึกหรั่งเขียนกันซะส่วนใหญ่ บัว ขวัญ มิ้ม หญิง นุดี มีน (สองคนนี้ตึก55 แต่เด็กสาธิตอ่านะ) อั้น แคท ต้นคิดก็เขียน วัลลภก็เขียน ขำมั่กๆ

ที่สำคัญที่สุด โยเขียน..

โยวาดรูปน่ารักๆ ให้แนนอีกแล้ว เหมือนตอนที่วาดให้ในค่ายช้างเผือก และวาดลงท้ายจดหมายทุกครั้งเมื่อก่อนนี้ เห็นรูปแล้วนึกหน้าคนวาดออกจริงๆ โดยเฉพาะตัวการ์ตูนเด็กผู้ชาย หน้าเหมือนโยมากๆ เลยอะ ขอบอก โดยเฉพาะรอยยิ้ม

วันนี้ทำไมคิดถึงโยจัง คงเพราะคุยกับอ๊าคเมื่อคืนด้วย แล้ววันนี้มานั่งค้นเพลงเก่าๆ ฟัง ค้นอะไรเก่าๆ อ่านด้วย คือไม่ได้ตั้งใจหรอก แต่มันเก็บบ้าน มันก็เจออ่ะ หนังสือรุ่นเตรียมด้วย อ่านเพลินดีจัง

เลยแอบมารำพึงในบล็อกนี้ดีกว่า เพราะไม่กล้าเขียนลงสเปซ เมื่อเย็นโดนจิกไปหนึ่งทีแล้วว่าเขียนไรไร้สาระมั่กม้าก (จิกโดยไอ้แมว)

ปีนี้โยขึนปี6 ไปเป็นเอ็กซ์เทิร์นที่ไหนนะ แต่ก็ต้องหมุนเวียนกันไปใช่ปะ ยังไงก็ต้องมีช่วงที่โยมาลงที่อานันทฯ ป้ะ อยากเจอจังเลย ไม่ต้องเจอก็ได้ แค่อยากเห็นน่ะ เห็นโยฝ่ายเดียวโดยที่โยไม่ต้องมาเห็นแนนก็ได้ เพราะถ้าเจอกันก็คงนึกเรื่องคุยไม่ออกแล้ว เพราะไม่ได้เจอ ไม่ได้คุยกันมานานเหลือเกิน นานจนไม่กล้านับแล้วว่ามันนานแค่ไหน ไม่ได้คุยกันมาเกินปีแล้วละ เพราะคุยกันครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนกุมภาปีที่แล้ว หลังวาเลนไทน์แป๊บนึง ตอนนั้นโยยังไม่ได้เปลี่ยนมือถือ

แต่ไม่ได้เจอกันมาสามปีกว่าแล้ว เจอกันครั้งสุดท้ายเมื่อปี 45 ต้นเดือนกันยา ตอนนั้นเราอยู่ปี 1 ปิดเทอมหน้าร้อน กลับไทย แล้ววันนั้นไปหาโยที่พระมงกุฏ โสมไปด้วย คือจริงๆ ไปหาแคที่นั่นแหละ แต่ได้เจอโยด้วยก็ถือว่าโชคดี เพราะไม่ได้คิดว่าจะเจอ โยบอกว่าตอนเย็นต้องซ้อมวิ่ง

วันนั้นโยน่ารักมากๆ จำได้มั้ย ที่โยถามแนนว่า ทำไมแนนไม่ยิ้มเลย ไม่คุยเลย แนนก็บอก แนนไม่ได้เป็นไร แต่เหนื่อยๆ โยก็ยิ้มๆ ไม่ได้ถามต่อ วันนั้นนั่งคุยกันอยู่ตั้งนาน แต่กลายเป็นโสมคุยกับโยหมดเลย แนนนั่งมองโยเฉยๆ คือพูดไม่ออกน่ะ แค่อยากเจอ ไม่ได้อยากคุย แปลกไหม..

คืนนั้นแนนกลับถึงหอหญิงแล้ว โยถึงโทร.เข้ามา ถามว่าหายเหนื่อยหรือยัง คุยกันอย่างนี้สบายใจกว่ามั้ย ที่แนนไม่ยิ้มเพราะหงุดหงิดที่รอนานใช่ไหมล่ะ รู้นะ..

ฟังแล้วทำไมอยากจะร้องไห้ก็ไม่รู้นะ หรือเป็นเพราะวันนั้นพอโทรไปคุยกับอั้น บอกว่าไปเจอโยมา อั้นก็เงียบ แล้วส่งเวบห้อง833มาให้ ให้เราดูเอาเอง

แล้วก็เจอรูปโยตอนงานรับกระบี่สั้น กับใครคนนั้น..

พอได้ฟังโยพูดเลยอยากร้องไห้มั้ง เพราะวันนั้นตอนคุยกัน แนนแซวโยอย่างที่เคยแซว ว่ามีปลอกคอหรือยัง ทุกทีโยไม่เคยยอมรับ (ถึงเราจะชัวร์ว่าโยมีแน่ๆ) แต่จะบอกว่า หาให้หน่อยดิ หาเองทีไรเจอแต่โหดๆ

แต่วันนั้นโยยิ้มๆ แล้วบอกว่า รูปอยู่ในเป๋าตังค์บนห้องอ่ะ เลยเอามาโชว์ไม่ได้

เหมือนพูดเล่นนะ แต่แนนรู้ว่าโยพูดจริง เป็นครั้งแรกที่โยยอมรับกับแนนว่าโยมีแฟนนะ รู้เปล่า..

ปีนั้นโทรคุยกันอีกสี่ห้าครั้งมั้ง แนนจำไม่ค่อยได้แล้ว แต่จำได้ว่าไม่กล้าโทร.ไปหาโยมาก เพราะรู้สึกว่าโยมีแฟนแล้ว (คือเมื่อก่อนถึงมีก็ไม่ยอมรับ) เราไปยุ่งกับโยมากก็คงไม่ดี ปีนั้นนัตจังกับเพื่อนอีกสองคนไปเที่ยวเมืองไทย ไปเสม็ดกันด้วย จำได้ว่าวันนึง เราเดินอยู่ที่ชายหาดที่เสม็ด โยโทร.มา ถามว่าเสม็ดเป็นไงมั่ง ตกใจ..และเกือบจะกรี๊ด ไม่เว่อร์นะ แต่นึกถึงชะอำปีนั้นน่ะ (ปี42)

ปีต่อมา กลับมานี่แล้วก็รู้สึกว่าไม่ค่อยได้คุยกันอะนะ แต่ช่วงนั้นเป็นระยะสุดท้ายที่แนนรักโยเอามากๆ เลยรู้มั้ย ช่วงหน้าหนาวปี45ต่อต้นปี46 เป็นช่วงที่แนนเริ่มเขียนนิยายแหละ ที่เอาโยมาเขียน ถอดใจเขียนเลยละ มีความสุขมากที่ได้เขียนเรื่องนั้นออกมา จริงๆ นะ

ปิดเทอมปีสอง แนนกลับไทย แต่ก็ไม่ได้เจอโย จำไม่ค่อยได้แล้ว ปี 46 เป็นปีที่จำอะไรไม่ค่อยได้เลยอะ คือหน้าร้อนนั้นแนนกำลังกรี๊ดเด็กคนนึงอยู่ด้วยแหละ เด็กที่ไม่ใช่ไอ้แมวอะนะ ไม่ขอกล่าวถึงแล้วกัน เพราะตอนนี้ก็กลายเป็นคนรู้จักธรรมดา (ที่ค่อนข้างห่างเหิน) กันไปแล้ว สรุปปีนั้นแนนทำไรมั่งหว่า รู้สึกคิมุรินกับนัตจังจะไปเมืองไทย ที่ไปใต้กับเดียวมั้ง แล้วไปเกาะช้างกับเราและพ่อแม่ด้วย

จำได้แล้ว !!!!!! ปีนั้นเราคุยกับโยบ่อย ปรึกษาเรื่องไปเกาะช้างนี่แหละ วันที่กลับจากเกาะช้าง โยยังโทร.มาเลย เพราะว่าปีนั้นอะไรรู้มั้ย คุยกันเรื่องแคที่ด้วยไงล่ะ ที่แคที่มีงานบายเนียร์ แล้วหาคนไปด้วยไม่ได้ แนนเลยไปขอโย เพราะก็อยู่กันแค่นั้นเอง หมอกับพยาบาล โยก็โอเคด้วยนะ ใจดี (จริงๆ มีเจตนาแอบแฝง) ตอนที่นั่งรถกลับจากเกาะช้าง โยโทรเข้ามา จะถามเรื่องแคที่นี่แหละ แล้วตอนนั้นเราใช้มือถือแม่ โยโทรเข้ามา แม่แนนรับละ แล้วหันมาถามแนนว่า จะรับมั้ย คนชื่อโย โทรมาเนี่ย โอ้ย แนนเกือบเป็นลมในรถ

สรุปโยก็ไปงานกับแคที่จริงๆ งานมีคืนวันที่เราบินมานี่พอดี เจ็บใจมากๆ ไม่งั้นได้ไปด้วยแล้ว แล้วก็อย่างที่แคที่บอก ปล่อยโยเข้าไปหาสาวๆ พยาบาลนี่ยิ่งกว่าปล่อยเสือเข้าป่าอีกอ่ะ ระรื่นชื่นบานไปเรยซิคะ แล้วของแถมจากงานนั้น โยเลยไปจีบรุ่นน้องแคที่ แต่สุดท้ายก็แห้วไป ด้วยสาเหตุเดิมๆ คือโยไม่สามารถง้อผู้หญิง ตามเอาใจใครได้นานๆ ยกเว้นคนนั้นจะเห็นค่าของโยเอง.. เหมือนเดิมแหละ..

ปิดเทอมหน้าร้อนปีสาม แนนกลับไทยอีกครั้ง ปีนั้นโทรคุยกันบ่อย แต่ไม่ได้เจอกัน เพราะแนนกำลังหลุดพ้นจากอดีตแล้ว ปีนั้นแนนไปเกาะเต่าเกาะนางยวนกับไอ้แมว แนนบอกโยด้วยนะเรื่องนี้ แต่บอกว่าไปกับเพื่อนยี่ปุ่น ยังชวนโยเลยว่าไปด้วยกันมั้ย โยบอกโยสอบอยู่ แต่สอบเสร็จจะไปเสม็ด

ปีนั้นมีโอลิมปิกพอดี ที่น้องออน สู้โว้ย ได้เหรียญนั่นแหละ จำได้เพราะไรรู้ปะ คือแนนอดหลับอดนอนดูโอลิมปิกอยู่ทุกคืน จนเหนื่อย มีคืนนึงหลับเร็ว วันเสาร์ที่ 21สิงหานะ จำได้ด้วย หุหุ โยโทร.มาห้าทุ่มกว่าๆ ก็ปกติก็คุยกันเวลานี้อยู่แล้วอะนะ แต่วันนั้นแนนหลับจริงๆ แบบง่วงสุดขีดมาก พูดไม่รู้เรื่องเลย โยบอกว่าอยู่เสม็ดเนี่ย แนนก็..อืม..หรอ แล้วอยู่เสม็ดนี่ไม่ง่วงหรอ โยงงไปเลยอ่ะ 555

จริงๆ ก่อนหน้านั้น วันที่6 กับ 19 แนนไปพระมงกุฏมาสองครั้งแล้วนะ พาคุณตาไปหาหมอ อาชัยขับรถไป วันที่ 6 นั่นไปงานรับปริญญามธ. ต่อด้วย เลยไม่ได้เจอกัน คือแนนโทรหาโยแล้วแหละ แต่โยไม่ว่าง สอบอยู่อะนะ แล้ววันที่ 19 โยปิดเทอมแล้ว แต่วันนั้นแนนไม่ได้โทรบอกโยล่วงหน้า เพราะรู้สึกว่าคงไม่ค่อยดี (ก็เพิ่งไปเที่ยวกับไอ้แมวมา มันแปลกๆอะ)

แต่พอไปถึงที่นั่น ก็อดโทร.ไม่ได้ วันนั้นโยไม่ได้อยู่ที่รพ. แต่โยบอกจะเข้ามาตอนบ่าย เพราะจะมาถอนฟัน แต่แนนต้องกลับก่อนบ่ายอะนะ เลยไม่ได้เจอกัน แต่วันนั้นยืนคุยโทสับกันกลางรพ. นานมากๆ โยคุยน่ารักจนแนนเกือบหมดสติแน่ะ จริงๆ นะ จำได้ที่โยบอกว่า อย่าเพิ่งรีบกลับดิ ให้โยถอนฟันเสร็จก่อน เวลาเจอโยแก้มโย้ๆ แนนจะได้คุยมากกว่าโย เพราะเจอกันทีไรโยพูดมากกว่าทุกที โอ้ย ฟังแล้วเกือบกรี๊ด

ปีนั้นรู้สึกจะโทร.คุยกันบ่อย เพราะคราวนี้พอถามโยว่า ปลอกคอล่ะ โยฮา แล้วบอกว่า ไม่มี จีบไม่ติด แคที่ไม่ได้บอกเหรอ แนนก็เลยสบายใจหน่อยๆ ว่าคราวนี้ (ถึงอาจจะมี) แต่โยก็ไม่ได้บอกว่ามี คือโยไม่ได้ขีดเส้นแบ่งระยะของเราสองคนไว้อย่างคราวที่แล้ว แนนเลยคุยได้ถนัดขึ้น คือแนนเองก็มีไอ้แมวอยู่แล้ว จนมั่นใจในตัวเองระดับหนึ่งว่าจะไม่ไปหลงโยอีก (แต่ก็ทำได้ดีสุดแค่นี้แหละ คือเวลาคุยไม่เป็นลม แต่ก็หลงเท่าเดิม) ปีนั้นก็เลยคุยกันได้เยอะมั้ง

ตอนวันแนนบินกลับ โยโทร.มาด้วยนะ ตอนนั้นแนนอยู่บนรถ บินไฟลท์ดึกอะ ดีใจมากๆ เพราะโยไม่ได้โทร.มาอวยแนนเวลากลับมาหลายปีแล้ว ตั้งแต่ปี 43 มั้ง..

แต่กลับมาแล้วไม่ได้คุยกันเลย แนนยุ่งมากๆ ยุ่งจริงๆ นะคือเทอมปลายปีสามเป็นอะไรที่ยุ่งสุดในชีวิตแล้วตั้งแต่เกิดมาเนี่ย ไม่น่าเชื่อว่าจะรอดมาได้ ได้คุยกับโยครั้งสุดท้ายก็ตอนจบปีสามนี่แหละ ก่อนวาเลนไทน์สองวันมั้ง แนนสอบเสร็จแล้ว เลยโทรไปคุย ได้คุยกันไม่นานอะนะ เพราะโยกำลังจะสอบ แต่จำได้ว่าคุยกันเรื่องอนาคต โยบอกโยอยากไปต่อเฉพาะทาง แต่ไม่รู้เกรดจะถึงป่าว แล้วก็จะกลับมาอยู่รพ.ค่าย ที่จังหวัดห่างไกล แนนยังแซวเลยว่า รพ.เล็กๆ ต้องการหมอเฉพาะทางด้วยหรอ แต่ดูโยซีเรียสกับเรื่องนี้นะ (แต่พอถามว่าจะเรียนเฉพาะทางอะไร โยก็บอก ไม่รู้ 555)

แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ได้คุยกันอีกเลย แนนยุ่งมากขึ้นอีกตอนปิดเทอม เข้าแล็บ แล้วก็ทำไบต์กระจุยกระจาย เปิดเทอมมาก็ทำแล็บแล้วก็อ่านสอบเข้าโท ก็เลยรอให้ถึงวันเกิดโย 16 มิย.ถึงโทรไป แต่โยเปลี่ยนเบอร์ไปแล้ว ก็เลยติดต่อกันไม่ได้อีกเลย แนนกลับบ้านไปตอนปิดเทอมปี 4 ก็ไม่ได้เจอกัน ปีนี้แนนไม่ต้องไปพระมงกุฏแล้วด้วยอะนะ เพราะคุณตาเสียไปแล้ว ตอนที่คุณตาเสีย แม่บอกว่า หมอใช้เป็นเคสสตัดดี้ของนักศึกษาแพทย์ด้วย โยอาจจะได้มีส่วนร่วมในการรักษาคุณตาแนน โดยที่โยไม่รู้ก็ได้ว่านั่นคือคุณตาแนน..

ไม่มีใครหาเบอร์โยให้แนนได้ซะที ทั้งอั้น ที่บอกว่าต้องไปเรียนที่วพม.ทุกอาทิตย์ ทั้งอ๊าค ที่บอกว่าคุยกับวินประจำ และโยก็คงไม่รู้ว่าแนนกลับไทย ก็เลยไม่ได้คุยกัน จนวันนี้ แนนก็ยังติดต่อโยไม่ได้เลย

ถึงได้บอกว่าคงต้องรอแค่โชคชะตา ว่ากำหนดไว้ว่าให้เราได้เจอกันอีกรึเปล่า เพราะแนนทำอะไรไม่ได้แล้วจริงๆ นอกจากรอ..

คือถ้าจะพยายาม มันก็ได้แหละนะ มีอีกหลายลิงค์ เล็กก็เป็นรุ่นพี่โย แคที่ก็รู้จักโย ติดต่อได้ ถ้าแนนจะพยายามจริงๆ มันก็ไม่ยากหรอก เพียงแต่แนนอยากให้มันเป็นไปตามโชคชะตามากกว่า ไม่อยากไปพยายามอย่างที่ผ่านๆ มา เพราะมันคงทำให้โยรู้สึกไม่ดีด้วยแหละนะ

ไม่แน่นะ ถ้าวันนึงกลับไทย กลับไปทำงานที่ไทยแล้ว แนนอาจจะไปหาโยอีกที ไปเพื่อเจอหน้าเฉยๆ ไปยิ้มให้โย กับไปรับรอยยิ้มของโยเหมือนเดิม ไม่มีอะไรจะพูดด้วยหรอกนะ นอกจาก คิดถึง แค่นี้เอง คำเดียวจริงๆ เพราะนอกนั้น ก็ไม่รู้จะบอกอะไร แนนเชื่อว่าโยรู้อยู่แล้วว่าแนนจะพูดอะไร แล้วสิ่งที่แนนจะพูด ถึงไม่พูด โยก็ทำได้อยู่แล้ว เพราะโยเก่งเสมอ แนนเชื่ออย่างนั้นนะ

ถึงแนนอยากจะบอกโยว่า อย่าหักโหม อย่าเครียดกับเกรด อย่าคิดมากเรื่องอนาคต ฯลฯ อย่างที่โยเคยบ่นทุกครั้ง แต่แนนก็คิดว่าแนนไม่พูดดีกว่า เพราะโยรู้อยู่แล้วละ จริงไหม โยแค่อยากบ่น อยากระบาย แนนก็จะฟัง เพราะแนนอยากฟัง อยากฟังเฉยๆ ทั้งที่รู้ว่าช่วยอะไรโยไม่ได้หรอก เพราะตัวแนนเองเนี่ยยังเอาตัวไม่รอดเลย แต่อยากให้โยสบายใจที่ได้พูดอะไรบ้าง พูดโดยที่ไม่ต้องกลัวว่าจะเสียฟอร์ม เพราะโยอยู่กับแนน ยังไงโยก็เหนือกว่าอยู่แล้วละ จริงไหม แนนอะยกให้โยไว้คนนึงมานานแล้ว ไม่เถียง ไม่กวนด้วยหรอก

คิดถึงโยที่สุดเลย ไม่น่าเชื่อว่าแนนยังจำอะไรๆ ได้มากขนาดนี้ ทั้งที่ไม่ได้เขียนไดอารี่ไว้เลย แนนเลิกเขียนตั้งแต่เข้ามหาลัยนี่แหละ ทั้งที่สมัยก่อนเขียนเป็นวรรคเป็นเวร รู้มั้ยเหตุการณ์ระหว่างเราตอนปี 40-43 แนนเขียนไว้ละเอียดยิบเลยนะ เพิ่งมาหายๆ ไปเพราะตอนปี 43 มันมีไอ้แมวเข้ามาไงล่ะ เลยกลายเป็นเรื่องไอ้แมวแทน

เฮ้อ ได้นึกถึงเรื่องทั้งหมด แนนก็คงนอนหลับแล้วละคืนนี้

ถึงมันจะเช้าแล้วก็เหอะ..

คิดถึงโยนะ คิดถึงเหมือนที่เคยคิดถึงมาตลอด และมีความสุขมากมายที่ได้คิดถึง จริงๆ

Thursday, February 09, 2006

ธรรม์ โทณะวณิก

ไม่รู้ว่าจะยังมีใครจำชื่อนี้ได้อีกซักกี่คน..
วันนี้เราเสิร์ชในเน็ตแล้วข้อมูลน้อยจนน่าตกใจ
รูปเต็มๆ ซักรูปยังไม่มีเลย บอกตรงๆ ว่าอึ้ง
สำหรับดาราวัยรุ่นที่ดังมากๆ คนนึงเมื่อสิบปีที่แล้ว
มันน่าจะมีอะไรมากกว่านี้หน่อยน่ะ..


วันนี้ที่ห้องเฉลิมไทย พันทิพ อ่านเจอกระทู้ที่ถามว่า
ถ้าพูดถึงดารานักร้องที่จากไปแล้ว คุณนึกถึงใคร
ชื่อธรรม์ขึ้นมาเป็นชื่อแรก..
นอกนั้นสำหรับเราก็เก๋ บุญพิทักษ์ จอห์น ดีแลน
ปู วิชชุดา แล้วก็ เล็ก ศรัณย์


นึกถึงธรรม์มากที่สุด เพราะว่าตอนนั้นชอบธรรม์มากๆ
เป็นดาราที่ชอบที่สุดตอนนั้น ยุคกระโปรงบานขาสั้น
ม.6/2ห้องครูวารี อะไรแถวๆ นั้น ช่วงนั้นธรรม์กับธัญญ่าดังมากๆ
เป็นคู่ขวัญเลย หนังสือวัยรุ่นๆ จะมีสองคนนี้ลงด้วยกันเยอะมาก
แล้วบังเอิญเป็นช่วงที่เรากำลังเข้าสู่วัยรุ่นพอดี
กำลังถึงวัยบ้าดารา ก็เลยได้บ้าธรรม์
(คนละฟีลกับตอนบ้ายูเอชทีนะ อันนั้นไร้สติมากๆๆๆๆ)


เชื่อมั้ยว่ารู้จักธรรม์จากขายหัวเราะ คิดแล้วแปลกดี
เพราะเมื่อก่อนรับขายหัวเราะ แล้วคุณแม่ของธรรม์ คุณน้ำอบ
เขียนเรื่องสั้นลงขายหัวเราะประจำเลย ชอบอ่าน จำได้แม่นมากๆ
คุณน้ำอบเอาหนังที่ธรรม์เล่น คือกระโปรงบานขาสั้น มาเขียนล้อ
สนุกจนเราอยากดูหนังจริงๆ ขึ้นมา เลยไปหามาดู
เลยได้รู้จักธรรม์ และชอบเอาจริงๆ จังๆ
เพราะรู้สึกว่าเค้าหล่อแบบมีอะไรอยู่ข้างใน น่าค้นหา
หล่อแบบเศร้าๆ ตาธรรม์เศร้ามากๆ ดูแล้วโหวงๆ บอกไม่ถูก
ยุคนั้นเรารู้สึกว่าธรรม์หล่อสุดแล้ว ในดาราวัยรุ่น
เพียงแต่ทำไมตาเศร้าเหลือเกิน.. เห็นแล้วคิดอย่างนี้ทุกครั้ง

ต่อมาได้อ่านนิยายของคุณน้ำอบ เรื่อง คือหัตถาครองภิภพ
เป็นนิยายเรื่องแรกที่ซื้อเอง และเป็นหนังสือที่รักมากเล่มนึง
อ่านแล้วร้องไห้น้ำตาท่วมมากๆ เค้าเขียนสไตล์คล้ายทมยันตี
แต่มีอะไรที่เป็นเอกลักษณ์ เรียกน้ำตาได้แบบโหยๆ
เศร้าแบบบีบหัวใจอ่ะ เศร้าเงียบๆ แต่อารมณ์นั้นจะเหลืออยู่นาน
ประมาณว่าเศร้าข้ามวันอ่ะ จริงๆ
จำได้ฉากที่ลูกชายคนเล็กของคุณหญิงสะบันงาตาย
โห บรรยายซะ เรานั่งร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรมากๆ

ในเรื่องมีตัวละครชื่อธรรม์ และคุณปานวาดซึ่งเป็นแม่ของธรรม์
อ่านแล้วรู้สึกเลยว่า คุณปานวาดคือคุณอิระวดีเอง (คุณน้ำอบอ่ะ)
และธรรม์ในเรื่องก็ถอดธรรม์ตัวจริงออกมาเลย
เด็กหนุ่มนัยน์ตาเศร้า อารมณ์ศิลปิน ชอบเล่นดนตรี
ธรรม์ชัดๆ เลย อ่านแล้วหน้าธรรม์ลอยมาจริงๆ
แต่ตอนมาเป็นละคร ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่างของผู้สร้าง
ทำให้ธรรม์ไม่ได้เล่นบทนี้ แต่รับบทคุณพฤกษ์
ลูกชายคนเล็กของคุณหญิงสะบันงา ที่ในเรื่องต้องตายนั่นแหละ
(คนเป็นธรรม์รู้สึกว่าจะเป็นอั๊ต ซึ่งพูดไม่ชัดอย่างแรง ดูแล้วขัดๆ)
แต่สุดท้าย ธรรม์ก็ไม่ได้เล่นเรื่องนี้ ทั้งที่ไปร่วมงานวันเปิดกล้องแล้ว
แต่ยังไม่ได้เริ่มถ่ายจริงๆ ธรรม์ก็มาเสียไปก่อน
จำไม่ได้แล้วว่าใครมารับบทคุณพฤกษ์แทนธรรม์


วันที่ธรรม์เสีย ห้าทุ่มวันที่ 16 มีนา ปี2538
ก่อนละครเรื่องนี้จะออนแอร์ไม่กี่วัน
ตอนนั้นเราตั้งตารอละครเรื่องนี้มานานมากๆ
เพราะหนึ่งคือชอบบทประพันธ์ และสองคือธรรม์จะได้เล่นด้วย
คุณน้ำอบให้สัมภาษณ์หลังธรรม์เสียว่า
ไม่เชื่อว่าธรรม์จะฆ่าตัวตาย
เพราะยังสัญญากับแม่ว่าจะดูละครตอนแรกด้วยกัน
และธรรม์ไม่เคยผิดสัญญากับแม่
ฟังแล้วร้องไห้เลย สงสารสารธรรม์ และสงสารคุณน้ำอบด้วย

วันที่ธรรม์เสีย ธรรม์ไปอัดรายการลุ้นข้ามโลก
ทุกคนเห็นธรรม์เงียบขรึม สูบบหรี่จัด
น้ำฝน-แฟนของธรรม์ก็บอกว่าคุยกับธรรม์ แล้วธรรม์เงียบผิดปกติ
เหมือนทุกอย่างจะชี้ไปที่ว่าธรรม์ฆ่าตัวตายนะ
แต่เราไม่อยากเชื่อ ไม่รู้สิ..

คุณน้ำอบเขียนไว้ในหนังสือ ธรรม์ โทณะวณิก ในดวงใจ ว่า
แม่เลี้ยงธรรม์มากี่ปี ทำไมแม่จะไม่รู้ว่าธรรม์มีนิสัยยังไง
ทุกครั้งที่ธรรม์ถอดรองเท้า รองเท้าทั้งสองข้างจะกระจัดกระจาย
แม่ต้องเก็บให้ธรรม์ทุกครั้ง..
แต่ครั้งนี้เมื่อธรรม์ถอดรองเท้าออก เพื่อขึ้นไปยืนบนระเบียง
ก่อนจะทิ้งตัวลงมา รองเท้าของธรรม์เรียงกันอยู่อย่างเรียบร้อย
แม่รู้ว่าธรรม์ไม่ใช่คนสุดท้ายที่สัมผัสมัน..
ประโยคนี้เราจำได้แม่น และขนลุกทุกครั้งที่นึกถึง

ใครอยู่กับธรรม์ในเวลาที่ธรรม์เสีย?
ทำไมธรรม์ไม่ให้อาหารชายน้อย-กระรอกที่ธรรม์รักมากอย่างเคย?
กระจกในห้องธรรม์ ใครทำแตก?
ธรรม์ขึ้นไปที่ดาดฟ้าทำไม?
ธรรม์ใช้ยาจริงหรือเปล่า?
ในเมื่อสื่อทุกสื่ออกมาลงความเห็นปังว่าธรรม์ใช้ยา
ใช่ ธรรม์เคยใช้กัญชา แต่ธรรม์เลิกไปนานแล้ว คุณน้ำอบบอก
แล้วสุดท้าย ก็ไม่มีคำยืนยันจากใครว่าธรรม์ใช้ยาจริงไหม
ธรรม์กระโดดลงมาเอง หรือว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุ
หรือมีใครทำให้ธรรม์ตกลงมา..
คำถามเหล่านี้ไม่มีใครตอบได้นอกจากธรรม์เอง

มีอีกอย่างที่เราสงสัย
คุณอิระวดีบอกว่า หลังจากธรรม์เสีย และยังพิสูจน์สาเหตุไม่ได้
(แน่นอนว่าตำรวจต้องมุ่งไปที่ประเด็นฆาตกรรมก่อน
เพราะไม่น่ามีแรงจูงใจให้ธรรม์ฆ่าตัวตาย
และดูจากสภาพที่เกิดเหตุ ไม่ใช่อุบัติเหตุ)
รอบๆ บ้านคุณอิระวดี มีมอเตอร์ไซค์มาขับวนก่อกวนทุกคืน
ใคร? แล้วทำทำไม
คุณอิระวดีบอกว่าไม่อยากพูดอะไรมากไปกว่านี้
เพราะเป็นห่วงสวัสดิภาพของตนเองและน้องธูป น้องชายธรรม์
ใคร..และเกี่ยวกับการตายของธรรม์ไหม..
ไม่มีใครให้คำตอบได้ซักคนเดียว


คุณน้ำอบเสียเมื่อวันที่ 1 ตุลา 2540 วันที่เรามาญี่ปุ่นพอดี
อ่านข่าวบนเครื่องบิน ตกใจมากๆ
เป็นห่วงน้องธูป ไม่รู้ว่าใครดูแล หรือจะไปอยู่กับคุณพ่อนะ
ธรรม์รักน้องคนนี้มาก และน้องธูปก็รักธรรม์มาก
เสียใจที่คุณน้ำอบจากไป
ในฐานะแฟนนิยายที่ชอบงานของคุณน้ำอบมากๆ
แต่ดีใจที่คุณน้ำอบจะได้ไปเจอธรรม์เร็วๆ
และธรรม์ก็คงจะไม่เหงาอีกต่อไป ณ ที่ที่ธรรม์อยู่
โลกนี้ทำให้ธรรม์เหงามามากแล้ว
หวังว่าที่นั่นคงไม่เหงาเหมือนโลกใบนี้นะ ธรรม์


ถ้าธรรม์ยังอยู่ ตอนนี้ก็รุ่นราวคราวเดียวกับกัปตัน แอนดริว
ธรรม์อาจจะยังอยู่ในวงการบันเทิง
อาจจะเป็นพระเอกแถวหน้าเหมือนแอนดริว
หรือไปเรียนต่อเกี่ยวกับดนตรี อย่างที่ธรรม์อยากเรียน
อาจจะออกเทป เป็นนักร้องแบบกัปตัน
เพราะก่อนธรรม์เสีย ธรรม์เซ็นสัญญากับแกรมมี่ไปแล้ว
กำลังจะเริ่มเรียนร้องเพลงด้วยซ้ำ..
ยังไงเราก็ไม่เชื่อว่า ธรรม์ฆ่าตัวตาย
ธรรม์มีอะไรหลายอย่างที่วางแผนว่าจะทำ
อย่างน้อยละครเรื่องคือหัตถาครองภิภพ
ธรรม์ก็เคยบอกว่าอยากเล่น อยากเล่นให้แม่ดู..


ถึงวันนี้ ทั้งธรรม์และคุณน้ำอบคงกำลังเป็นสุข ณ ดินแดนไกลโพ้น
แต่ธรรม์จะยังเป็นดาราคนโปรด คนแรกในใจเรา
เหมือนที่คุณน้ำอบเป็นนักเขียนคนโปรด คนแรกในใจเราเช่นกัน
และจะตลอดไป


ยังจำกลอนบทนึงได้ ลงในเดอะบอยหรือเธอกับฉันก็ไม่รู้ละ
เขียนอำลาธรรม์ไว้เพราะดี ขอเอามาลาธรรม์อีกครั้ง..
นี่ธรรม์จากไปเกือบ 11 ปีแล้วเชียวนะ..
เหมือนไม่นานเลย..


มาด่วนดับกลางดาวที่พราวพร่าง
เธอทิ้งร่างดิ่งลงเพื่อปลงปิด
อวสานละครแห่งชีวิต
ท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืน

โลกทั้งโลกโศกเศร้าเหงาและเงียบ
หนาวน้ำตาไหลเลียบสุดจะฝืน
ดาวใจแตก ดวงใจดับ เกินกลับคืน
เสียงสะอื้นแว่วร่ำมาแต่ไกล

ธรรม์ โทณะวณิก
อยากจะพลิกชีวิตเธอคืนมาใหม่
มายิ้มสู้โลกเหงาอย่างเข้าใจ
อย่าด่วนพรากจากไปได้ไหมดาว

ลาแล้ว..ดาว..
โอ้เจ้าดวงดอกแก้วอย่าเหน็บหนาว
ฝากน้ำค้างพร่างพรมห่มร่างดาว
ฝากดอกไม้สีขาวมาลาเธอ..



ยังจำเธอได้เสมอ..
ธรรม์ โทณะวณิก

Friday, January 27, 2006

ย๊ากกกกส์

ย๊ากกกกกส์ (ผิดไวยากรณ์ไทยนะ เพราะอักษรต่ำจะใช้วรรณยุกต์ตรีไม่ได้)

เก็บกดๆๆ วันนี้บ่นกับตุ้ยไปแล้ว อย่างแรง จนตุ้ยจังงังไป..

อยากทำอะไรแล้วทำไม่ได้นี่มันเก็บกดๆๆๆ

อยากไปเกิดเป็นชนเผ่าอะไรซักเผ่า ตื่นมาก็เข้าป่าล่าสัตว์ เย็นลงก็จุดไฟนั่งเล่นดนตรี เต้นรำ กินเหล้า เข้านอน หลุดพ้นจากโลกทุนนิยม (ไปโน่น)

อยากเขียนหนังสือ แต่ไม่มีเวลา คือพอมีเวลา นั่งลงจะเขียน สมองมันจะสั่งสอนเสียงเขียวทันทีว่า นี่หล่อน นี่ไม่ใช่เวลามานั่งทอดหุ่ยเขียนนิยายระบายอารมณ์นะจ๊ะ ทีสิสยังกองพะเนินรออยู่อย่างสงบเสงี่ยมอยู่เลย

เออซี่.. เฮ้อ ทรมานทรกรรมเจงๆ

อยากดูหนังๆๆๆ ไปเดินร้านวีดีโอแล้วมีเรื่องใหม่ๆ ตั้งหลายเรื่อง แต่ สมองก็สั่งเหมือนเดิม นี่มันไม่ใช่เวลานะหล่อน ฯลฯ

อยากกินเหล้าาา ไม่ใช่เมาแบบหัวราน้ำ แต่อยากไปนั่งกินเหล้าแล้วคุยกันไปเรื่อยๆ ไม่มีใครไปด้วยเลย (ก็แน่ละซิ เค้าก็ทำทีสิสกันทุกคนหนินะ)

อยากไปเที่ยวววววว อยากไปยุโรป อยากไปกวม อยากไปออส อยากไปนิวซีแลนด์ อยากไปสิมิลัน ชาตินี้จะได้ไปมั้ยนะ

อยากอ่านนิยายเล่มใหม่ของกิ่งฉัตร

อยากกินหมูมะนาวฝีมือไอ้แมว ทำเองแล้วรสชาติไม่เอาไหนเลย

อยากกินฉู่ฉี่แห้งปลาแขยง แกงป่า น้ำพริกเผาผักทอด ปลาร้าปิ้ง ปลาร้าสับ กับยอดกระถินอ่อนๆ น้ำพริกตาแดงกับหอมดอง กุ่มดอง ผักบุ้งดองใบมะดัน ปลาดุกย่าง น้ำพริกกะปิ ปลาทูทอด ชะอมชุบไข่ ปลาสับผัดแห้ง แกงเลียงตำลึงเยอะๆ แกงส้มมะรุมใส่ไข่ปลา ข้าวต้มมัดหอมๆ ข้าวมันกล้วยไข่ กล้วยฉาบเกลือ ฝีมือคุณยายทั้งหมด อยากกินนนนนนนนนนนนน

ขอตัวไปเช็ดน้ำลายและน้ำตา T_T

Friday, January 13, 2006

You can !

มาชมตัวเอง อิอิ
เก่งจังเลย ทำได้แล้ว

การลืมใครสักคนที่ผูกพัน มันยาก
แต่การลืมใครสักคนที่เหลือทนจริงๆ มันง่ายนะ

ดูดิ มันยังไม่รู้ตัวเลย ก็ยังคงทำตัวเหลือทนต่อไป
หรือตั้งใจก็ไม่รู้ละน่ะ
แต่ก็ดีแล้ว ทำให้เราไม่ลังเล หรือหวั่นไหวอีก

บะบาย

Wednesday, January 11, 2006

เลือก

โธ่ เดียว ไม่ต้องอ่านหรอก มันติดเรท เอ๊ยไม่ใช่ คือมันไร้สาระ
เขียนระบายอารมณ์เท่านั้นแหละ

++++

เลือก..
เลือกแล้ว อืม หรือจริงๆ ไม่ใช่การเลือก?
คือไม่ได้เลือกระหว่างคนสองคน แต่เป็นการเลือกว่าเราเอง จะทำยังไงกับสิ่งที่เห็น ที่เป็น ที่ประสบอยู่
แล้วตอนนี้ก็เลือกแล้ว
เลือกที่จะเลือกเส้นทางเดิม เส้นทางเรียบๆ เรื่อยๆ ที่อาจจะไม่ตื่นเต้น หวานไหว อย่างที่ต้องการ แต่มันก็เป็นเส้นทางที่ปลอดภัย
อย่างน้อยมันก็เป็นเส้นทางที่เราเดินไปได้อย่างเป็นตัวของตัวเองที่สุด ไม่ต่างกับเดินไปคนเดียว เพียงแต่มีใครอีกคนเดินเป็นเพื่อน
ถึงวันนี้ จะยังมองไม่เห็นปลายทาง ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเราจะมีปลายทางร่วมกันหรือไม่ แต่ก็เป็นสุขเสมอ ที่รู้ว่ายังมีเธอเดินอยู่ด้วยกัน

มันอาจจะไม่มีปลายทาง แต่ถ้าเราได้เดินไปด้วยกันอย่างนี้ ตลอดไป มันก็พอแล้วไม่ใช่หรอ?

และเราก็เลือก..ที่จะเดินจากใครอีกคนอย่างถาวร

ไม่ได้เจ็บ ไม่ได้เสียใจ ที่จะบอกว่า จบเรื่องตรงนี้เสียเถอะ
แล้วก็แปลกมาก ที่คนที่อ่อนไหว รักคนง่ายเกือบจะที่สุดในโลกอย่างฉัน.. กลับไม่รักเธอ
มันก็แปลได้อย่างเดียวว่า เธอมีอะไรที่ทำให้ฉันรักไม่ได้จริงๆ แม้จะดีต่อกันมากขนาดนี้แล้วก็ตาม

เธอบอกว่า ผู้หญิงทุกคนที่เดินจากเธอ จะมีความทรงจำและความรู้สึกที่ดีถึงเธอเสมอ..
เชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไปรึเปล่า?
อย่างน้อยก็ฉัน ที่มั่นใจว่าเดินจากมาได้อย่างไม่เหลืออะไรทั้งนั้น ไม่ว่าจะความทรงจำหรือความรู้สึก ที่ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี
พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่เหลืออะไรเลย

เหมือนความฝัน ที่เมื่อตื่นขึ้นมา ฉันก็ลืมทุกอย่างได้ในไม่กี่นาที
อาจจะเหลือเงาจางๆ ว่าเคยฝันเรื่องนี้
แต่ไม่มีความทรงจำเหลือ ว่ารายละเอียดมันเป็นอย่างไร

ว่างเปล่า..
เพราะฉันเองก็รู้ว่าความรู้สึกของเธอก็ว่างเปล่า
สิ่งที่ทำให้เธอเข้ามาหากัน คือ อารมณ์ ไม่ใช่ ความรู้สึก
ฉันรู้ และแน่ใจตั้งแต่แรก
และฉันก็ตั้งใจเล่นกับอารมณ์นั้น
มันก็สนุก ตื่นเต้น แปลกใหม่ จนฉันคิดว่า บางทีฉันอาจจะเหมาะกับมัน
จนรู้ตัว ว่ามันไม่ใช่
ไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการ
และมันไม่มีตำแหน่งแห่งที่ให้ฉันยืน ในความว่างเปล่า ที่เธอเรียกมันว่า ความรู้สึกดีๆ
จะว่าไปก็ดีนะ ที่ทำให้ฉันได้รู้จักตัวเอง
ทำให้รู้ว่า ตัวตนที่ฉันคิดว่าตัวเองดี หรือเลว ตรงไหนบ้างนั้น ความจริงแล้วเป็นอย่างไร
ฉันว่าฉันรู้จักและเข้าใจตัวเองมากขึ้นเยอะเลย ในเวลาไม่กี่เดือนนี่แหละ มากกว่าทั้งยี่สิบสามปีที่เกิดมานี่อีก
อย่างน้อยก็ขอบคุณ.

จากกันในวันนี้ ดีแล้ว ก่อนที่ฉันจะเกลียดเธอ และร้ายที่สุด ก่อนที่ฉันจะเกลียดตัวเอง

เส้นทางของฉันและเธอ ไม่มีวันเป็นเส้นทางเดียวกัน
เราอาจจะได้เดินบนถนนเส้นเดียวกัน ระยะหนึ่ง
แต่ฉันก็เลือกแล้ว เลือกที่จะแยกจากมา
แม้ว่าฉันจะย้อนกลับไปทางเดิมไม่ได้
แต่ก็ดีที่สุดแล้วไม่ใช่หรือ ที่ฉันจะเลือกแยกไปตามทางแยกที่ใกล้ที่สุด
เมื่อรู้แล้วว่า ยังไงเสียฉันก็ไม่สามารถเดินไปในเส้นทางนี้ได้

ยังต้องเจอกันไปอีกนานนะ เพราะฉันก็คงจะเลี่ยงเธอไม่ได้ และเธอเองก็คงเลี่ยงฉันไม่ได้
หวังแต่ว่า เธอจะเข้าใจสิ่งที่ฉันบอก และอย่ามารบกวนกันอีกเลย
ก่อนที่ฉันจะเกลียดเธอเข้าจริงๆ

ลาก่อนทางสายอันตราย แม้จะเดินมาเพียงระยะทางสั้นๆ แต่ฉันก็เหนื่อยพอแล้ว
ขอให้เธอเดินต่อไปอย่างเป็นสุข สนุกสนานอย่างที่เธอชอบก็แล้วกัน

สวัสดีเส้นทางสายเดิม ที่ราบเรียบ มีเพียงสายลมเบาบาง และฟ้าครามเบื้องบน ที่บอกฉันว่า มันคือตำแหน่งแห่งที่ของฉัน คือถนนที่ฉันจะเดินไปได้อย่างเป็นสุขที่สุด

แม้ว่าฉันจะยังสับสนกับมันอยู่บ้าง
และยังมองไม่เห็นปลายทางอยู่เช่นเดิม

++++

Sunday, December 25, 2005

ระบายอารมณ์

ชักจะเขียนอะไรๆ ลงในสเปซมากเกินไปและ ไม่ไหวๆ มันล่อแหลม แต่จะให้เขียนได โดยใช้มือ ก็เขียนหนังสือไม่เป็นตัวแล้วอะ ฉะนั้น ข้อความล่อแหลมต่างๆ จะเอามาเขียนบ่นที่นี่ละนะ คิดว่าไม่มีใครเข้ามาอ่านแล้วละเนอะ ถ้าใครโชคร้ายผ่านเข้ามา ก็ไม่ต้องอ่านก็ได้ เพราะไม่มีสาระเด็ดขาด มีแต่ด่าคน บ่นๆๆๆๆ ล้วนๆ

ยกมาจากสเปซเลย..

2005/12/25

Say our last goodbye

ขอเขียนอะไรอีกนิด ย้ำกับตัวเองไว้เป็นหลักฐานว่าวันนี้เราต้องเจ็บเพราะคนๆ นี้มากเท่าไหร่ ผู้ชายคนนี้ไม่มีหัวใจ ที่มีเอาไว้แจกจ่ายคนทั่วไปมากมายนั่นน่ะ ของปลอมทั้งนั้น

แม้แต่ตัวจริงของเธอ ฉันยังไม่ค่อยแน่ใจเลยว่าเขาได้หัวใจเธอ หรือเธอได้หัวใจเขาฝ่ายเดียว

พอแล้วนะ อย่ามายุ่งกันอีก ไม่ต้องมาเวลาอยากมา เพราะฉันไม่เคยขอให้เธอมา ทุกครั้งคือเธอคิดเอง ทำเอง พูดเองทั้งนั้น ทุกอย่างมันทำลายชีวิตฉันมากมากพอแล้ว เธอก็รู้ว่าฉันมีปัญหาอะไร เธอเคยบอกจะช่วยฉันแก้ปัญหา จะเป็นกำลังใจให้ ในฐานะพี่ชายคนหนึ่ง แล้วสุดท้าย เธอเองนั่นแหละ ที่ทำให้ปัญหามันวุ่นวายอย่างนี้

ไม่ต้องมาอ้างความรู้สึกดีๆ ที่มีให้ คนอย่างเธอมีความรู้สึกด้วยงั้นหรอ? เลือดเย็นที่สุด เธอทำได้ยังไงนะ กอดคนหนึ่งไป คุยโทรศัพท์กับอีกคนหนึ่งไป คืนหนึ่งอยู่กับคนหนึ่ง แต่พอเช้าไปหาอีกคนหนึ่ง เย็นไปกับอีกคนหนึ่ง ฉันว่าฉันเลวแล้ว เจอเธอนี่ฉันกลายเป็นคนดีเลยละ

ไปให้พ้นนะ ก่อนที่ฉันจะบ้า และจะสูญเสียอะไรที่มีค่าในชีวิตไปมากกว่านี้
คนบางคนก็ไม่มีค่าพอที่จะแลกจริงๆ

ลาก่อนเธอ
http://music.kikumusic.com/play.php?id=a02587

ในวันนั้นใจฉันมันอ่อนแอ
จนดูเหมือนคนเสียความมั่นใจ
ยิ่งนานยิ่งหลงมายา ไม่รู้ว่าอันตราย
ผูกพันงมงายภาพลวงของเธอ
ตัวตนแท้จริงของเธอน่ากลัว
ดูดีแค่ตัวหัวใจนั้นต่าง
อยากทนฝืนรักเธอไป ยิ่งฝืนยิ่งไม่มีทาง
ทางเดียวที่มีก็คือต้องไป

อยู่กับเธอฉันคงตาย ทั้งที่ยังหายใจ
รักมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเปลืองใจ...เท่านั้น
เมื่อวันนี้ฉันเป็นเพียงแค่คนน่ารำคาญ
เลิกทรมาน ทำเพื่อตัวเองสักครั้ง
ลาก่อนเธอ

วันหนึ่งหัวใจฉันคงเข้มแข็ง
แม้วันนี้ไม่แข็งแรงเท่าไหร่
ให้จบแค่นี้คงพอ ถึงฉันยังไม่มีใคร
ก็ต้องตัดใจต้องไปจากเธอ

จบวันนี้...ให้ได้ก่อน
ก่อนไม่มีแรงเหลือพอให้ไป

อยู่กับเธอฉันคงตาย ทั้งที่ยังหายใจ
รักมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเปลืองใจ...เท่านั้น
เมื่อวันนี้ฉันเป็นเพียงแค่คนน่ารำคาญ
เลิกทรมาน ทำเพื่อตัวเองสักครั้ง

ลาก่อนเธอ..